Wednesday, 9 July 2008

กลุ่มเพื่อนสนิท

1. โอจิ ทาคุยะ หนุ่มผมยาว ตัวยาวเก้งก้าง อนาคตอยากเป็นนักต้มตุ๋น นิสัยเฮฮาร่าเริง สำเนียงภาษาอังกฤษหรู สำเนียงคันไซเพอร์เฟคต์ บูชาลัทธิแมค(โดนัลด์) เขาอธิบายถึงสาเหตุที่ไว้ผมยาวปิดตาว่า เวลามองผู้หญิง อีกฝ่ายจะได้ไม่รู้ตัว
2. นิชิมุระ เรโอ หนุ่มมือกลองตัวใหญ่ ใจกว้าง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงานกลุ่ม มีความใฝ่เรียน เคยพยายามลดความอ้วนด้วยบิลลี่ส์ บู๊ท แคมป์ แต่ไม่สำเร็จ
3. คุโรอิชิ เรียวตะ ฉายาฮิกกี้(ย่อมาจากฮิคิโคโมริ แปลว่า พวกหมกตัวอยู่ในบ้าน) เขาเคยเป็นฮิกกี้ตอนม.ปลาย พอขึ้นมหาวิทยาลัย ใครๆก็คิดว่าเขาเลิกแล้ว แต่พอเกิดอุบัติเหตุอาหารเป็นพิษ เขากลับหยุดเรียนถึง1สัปดาห์ทั้งๆที่หายป่วยตั้งแต่วันที่สอง เนื่องจากเป็นฮิกกี้ ความสามารถทางคอมพิวเตอร์จึงค่อนข้างสูง
4. ชิงเขะ เรียว ชื่อเล่นว่าจอ(ห์)น พอรู้สึกตัวอีกที เราก็เรียกเขาว่าจอนเสียแล้ว โดยไม่รู้ที่มาที่ไปของชื่อ การออกเสียงสระในภาษาญี่ปุ่นของเขาตรงตามหนังสือเรียนเป๊ะ(โดยไม่รู้ตัว) มีความสามารถในการแสดงอารมณ์(ที่สร้างขึ้น)ผ่านทางเสียงได้ดี
5. โยชิดะ เคสุเกะ เรียกย่อๆว่าโยชิเกะ ชีวิตนี้มอบให้คิวโด(ศิลปะการยิงธนูแบบญี่ปุ่น) วันๆเข้าชมรมมากกว่าเรียน ภายหลังได้ทราบจากเจ้าตัวว่าที่ต้องไปชมรมซ้อมหนักเพราะโดนบังคับ เขาค่อนข้างเชี่ยวชาญเรื่องการ์ตูน
6. ลี่ เชียง เมื่อก่อนเคยฟังจากอาจารย์คนจีนว่า คนจีนขยันเรียนมาก ตอนเช้ามาเรียนต้องแย่งกันนั่งหน้า ทว่า นายลี่คนนี้เขาทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิด เพราะเขาโดดเรียนบ่อยกว่าอัตราการโดดเรียนโดยเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นเสียอีก เขาได้รับฉายาว่า เอเสะ(แปลว่าจอมปลอม)ย่อมาจากเอเสะไกคอคุจิน(แปลว่าชาวต่างชาติจอมปลอม) เนื่องจากเขาพูดญี่ปุ่นไฟแล่บ แถมบางทียังรู้ศัพท์ที่คนญี่ปุ่นทั่วไปไม่รู้อีกด้วย

Tuesday, 8 April 2008

เพื่อนในชมรม

1.คาวาซากิ เรียวเฮ คณะนิติศาสตร์ เรียนกฎหมายเพื่อหาช่องโหว่ ต้องการเป็นทนายเพื่อหาเงิน เคยอยู่ชมรมยูโดตอนมัธยมปลาย สามารถออกเสียงชื่อและนามสกุลของเจ้าของบล็อกได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไป
2.โคนิชิ เคนตะ คณะแพทยศาสตร์ สาขาสุขภาพ เป็นคนดีมาก หากเห็นขวดพลาสติกในถังขยะกระป๋องอะลูมิเนียมจะเก็บขวดขึ้นมาทิ้งให้ถูกถัง ทำงานพิเศษเพื่อช่วยครอบครัว(มันไม่ได้จน) ทำงานวอลันเทียร์ ขยันขันแข็ง หัวดี ชอบเล่นกล้าม มีความแจ่มใสร่าเริง หน้าตาอยู่ในเกณฑ์ดี เสียอย่างเดียวมีความเป็นโอตาขุแอบแฝงอยู่ในดีเอ็นเอ
3.มุราสะ อาคิฮิโกะ คณะบริหารธุรกิจ โอตาขุในทุกอณูของร่างกาย เขาชื่นชอบนักพากษ์การ์ตูนชื่อ ทามุระ ยูคาริ เขาติดตามไปดูไลฟ์คอนเสิร์ตของหล่อนถึงโตเกียว(เคยคุยกับโคนิชิว่าจะไปด้วยกันด้วย) เขามีความสามารถเต้นท่าโอตาขุได้ และไม่อายที่จะเผยความเป็นโอตาขุออกมาให้โลกรู้ เขาเคยบอกว่าเขาชอบผู้หญิงในโลกสองมิืติมากกว่าผู้หญิงในโลกสามมิติ เขาเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี พูดเก่ง เป็นมิตร และเป็นนักดื่มตัวฉกาจ
4.ฮาตาโน่ เรียวสึเกะ คณะเศรษศาสตร์ เป็นคนที่ช่างคิด และคิดอะไรมีหลักการ ก่อนทำอะไรต้องวางแผนให้รอบคอบก่อนเสมอ เป็นผู้คงแก่เรียน วางแผนว่าเรียนจบแล้วจะทำธุรกิจท้าทายกฎหมายโดยมีหุ้นส่วนคือคาวาซากิ
5.โยชิดะ ยูทาโร่ คณะบริหารธุรกิจ เป็นชายร่างยักษ์ มีพละกำลังสูงมาก ไม่แน่ใจว่าเขากับโคนิชิใครแรงเยอะกว่ากัน เขาชอบสีส้มมาก หากวันไหนเห็นเขาแล้วไม่เห็นสีส้ม คงต้องไปตรวจตาว่าเป็นตาบอดสีไหม
6.มัตสึนาง่า อะคิระ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หนุ่มเตี้ยป้อม อดีตนักเคนโด้ เป็นคนดี เขาเคยบอกว่าไม่ต้องการรวย แต่ขอเป็นคนดีของสังคม ทำงานสุจริต เขาเคยพบกับเหตุการณ์สยองขวัญมานับครั้งไม่ถ้วน และมักจะแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้อื่นเสมอ แม้เขาจะไม่เคยเห็นแบบจังๆ แต่เขารู้สึกและได้ยิน
7.โคจิม่า เคนทาโร่ คณะเกษตร์ศาสตร์ หนุ่มเตี้ยป้อม เป็นผู้มีความพยายามสูง เวลาทำอะไรจะตั้งใจจริง เขาพูดเสียงเบามาก มีหน้าตาและสายตาที่ดูอ่อนแอทำให้ถูกสมาชิกชมรมอเมริกันฟุตบอลเข้ามาแหย่ระหว่างการแจกใบปลิวโฆษณาชมรม
8.อิมานากะ ฮารุนะ คณะเกษตร์ศาสตร์ ผู้หญิงคนเดียวในรุ่น เก่งภาษาอังกฤษ นิสัยA+ หน้าตาD เป็นคนคุยสนุก ใจดี มีความเป็นผู้หญิงระดับปานกลาง

Tuesday, 15 January 2008

เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงทางแฟชั่นไทย-ญี่ปุ่น

ปลายยุค80-ต้นยุค 90

ญี่ปุ่น







ไทย






ปลายยุค 90 ถึงปัจจุบัน แฟชั่นการแต่งตัวและทรงผมได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะทรงผม ผู้ชายไทยที่ไม่เรียนรด. หรือเป็นทหาร เริ่มหันไปเข้าร้านตัดผมที่ใช้กรรไกรมากขึ้น(ซาลอน) ร้านตัดผมที่ใช้ปัตตาเลี่ยน(บาร์เบอร์)ในไม่ช้าอาจเหลือเพียงเด็กนักเรียนและผู้ชายวัยกลางคนเท่านั้นที่เข้าไปใช้บริการ
ช่วงหลังเราจะเห็นผู้ชายดัดผมมากขึ้น การใส่แว็กซ์ให้ผมตั้งเป็นสิ่งที่เห็นได้ตามท้องถนน จากที่ผมสังเกต แฟชั่นไทยและญี่ปุ่นค่อนข้างคล้ายกัน แม้ไทยจะยังไม่หวือหวาเหมือนญี่ปุ่น แต่ก็นับได้ว่าใกล้เคียงกันมาก

ส่วนเรื่องเสื้อผ้าก็จะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนคนนิยมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดบาดตา ส่วนสมัยนี้คนไม่นิยมสีฉูดฉาดเท่าไร แม้ว่าเพื่อนที่มหาวิทยาลัย(คนญี่ปุ่น) จะมีบางคนใส่เสื้อเขียวกางเกงแดงรองเท้าม่วงก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย ที่ไทยไม่รู้เป็นอย่างไรเดี๋ยวต้องกลับไปดู

แฟชั่นปัจจุบัน

ญี่ปุ่น




ไทย



อีกรูปเพื่อเทียบความแตกต่าง ข้างล่างคนเดียวกัน





แถมแฟชั่นทรงผมจากอเมริกา


แฟชั่นอีกสิบปีข้างหน้าจะออกมาเป็นเช่นไร ต้องคอยดู

Monday, 14 January 2008

คมดาบ อาทิตย์อุทัย และสายลมหนาว

ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสายลมหนาวเดือนมกราคม ผมและผองเพื่อนแห่งชมรมอิไอโดเคลื่อนพลไปยังสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง
เมื่อลงจากรถเมล์ สายลมหนาวเหน็บก็พัดมาปะทะใบหน้าที่ประดับด้วยสิวเล็กน้อยพองามของผมอย่างรุนแรง ทรงผมที่ไม่เป็นทรงเนื่องจากไม่ได้จัดก็ยิ่งกระเซิง หากผมสีทองคงดูคล้ายซูเปอร์ไซย่าไม่เบา ผมยกแขนขึ้นบังลมพร้อมกับเดินก้าวไปข้างหน้า
สถานีตำรวจแห่งนี้ หากไม่ดูป้ายอาจไมรู้ว่าเป็นสถานีตำรวจเพราะกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงสถานที่ ดูเผินๆเหมือนไซต์ก่อสร้างธรรมดาๆ แต่ภายในตัวอาคารส่วนใหญ่ยังใช้การได้อยู่
ที่พวกเรามาสถานีตำรวจมิได้มาเพื่อประกันตัวใคร แต่มาเพื่อเข้าร่วมงาน ทาเมชิกิริ คาดว่าผู้อ่านหลายท่านคงเคยดูภาพยนตร์ซามูไร หรือ ยากูซ่า ที่ใช้ดาบฟันฟางมัดเป็นท่อนเพื่อทดสอบดาบหรือความสามารถในการใช้ดาบของตน การทดสอบดาบนี่แหละ ทาเมชิกิริ
เมื่อถึงหน้าสถานีตำรวจ ก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งออกมาต้อนรับพร้อมกับนำทางพวกเราไปยังโรงฝึกเคนโด ณ ส่วนหลังของสถานี เนื่องจากยังเป็นเวลาซ้อมของนักเคนโด พวกเราผู้เดินในเส้นทางของอิไอจึงต้องรออยู่ข้างนอก ผู้ใหญ่(อาจารย์)ท่านนั้นก็บอกให้รออยู่ภายในบริเวณหน้าห้องโรงฝึก และอย่าไปไกลกว่ากระดานดำที่วางอยู่ข้างๆลิฟต์ เพราะมันจะกลายเป็นเขตห้องพักผู้ต้องหา
ระหว่างรอ กลิ่นเหงื่อก็โชยมา
"กลิ่นนี้ที่คุ้นเคย" มัตสึนาง่าพูดขึ้นมา เขาเคยฝึกเคนโดสมัยมัธยมปลาย "เมื่อก่อนดมทุกวัน"
กลิ่นนี้มาจากข้างในหน้ากากเครื่องป้องกันนั่นเอง มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ผมไม่คิดจะเรียนเคนโด
"กลิ่นเหงื่อสินะ" ผมพูดขึ้น
"มันคือกลิ่นเลือด เหงื่อ และน้ำตา" มัตสึนาง่าพูดต่อด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ
และแล้วการรอก็จบลง พวกเราเข้าไปในโรงฝึก กล่าวคำทักทายอาจารย์และผู้ใหญ่ที่รู้จัก และวางของไว้ที่มุมห้อง สักพัก ก็มีคนบอกว่าฟางมัดมาถึงแล้ว ขอแรงช่วยยกหน่อย แน่นอนว่าแรงงานคือพวกเราเด็กมหาลัยไฟแรง
ตอนแรกผมสงสัยว่าทำไมถึงมีการบอกให้เตรียมถุงเท้ามาเปลี่ยนเพราะพื้นเปียกและสกปรก เท่าที่เห็นก็ดูสะอาดดี แล้วผมก็เข้าใจถึงเหตุผมเมื่อไปยกฟางมัด ฟางมัดเปียกน้ำ ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำให้ฟางเปียก คิดว่าเพื่อทำให้มีน้ำหนัก
ฟางมัดทำจากผิวหน้าเสื่อทาทามิ เอามาม้วนแล้วมัดเป็นท่อน วันนั้นเห็นมี3ขนาด คือ 1, 1.5, 2 คาดว่าเป็นจำนวนแผ่นที่ใช้มัด
การเคลื่อนย้ายฟางมัดใช้วิธีเรียงคนเป็นแถวจากรถบรรทุกถึงหน้าโรงฝึกแล้วส่งต่อเป็นทอดๆ ไม่ใช่งานที่ใช้แรงมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มือที่สัมผัสกับฟางเปียกก็ชุ่มไปด้วยน้ำ ทำให้เวลาลมปะทะมือจะรู้สึกทรมานอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อขนย้ายเสร็จ จัดที่วางฟางมัดเรียบร้อยก็เริ่มฟันได้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ห้ามยืนข้างหลังคนที่ฟันอยู่ เพราะดาบที่ใช้เป็นดาบจริง หากไม่ระวังชีวิตอาจจะสั้นลง
ผู้ที่เริ่มฟันคนแรกคือ โอกิโน่ซัง รุ่นพี่ปีสองผู้ได้รางวัลจากการแข่งที่โอซาก้า การฟันเป็นไปอย่างราบรื่น ในขณะเดียวกัน ณ แท่นขวา ซาคาเนะซัง รุ่นพี่ปีสามผู้แก่ประสบการณ์ ทั้งยังผ่านปี1ในการนำของกัปตันปิศาจมาแล้ว เอกลักษณ์คือเป็นผู้เดียวที่ใส่แวกซ์เซ็ตผมมาซ้อม ซาคาเนะซังเงื้อดาบและฟันลงมา คมดาบเฉือนฟางมัดขนาด1แผ่น ไม่ขาด ซาคาเนะซังฟันอีกกี่ทีผลก็เหมือนเดิม
"กู น่าสมเพชว่ะ" ซาคาเนะซังพูดอย่างแค้นใจหลังวางดาบ
ต่อจากซาคาเนะซังก็ถึงคิวผม ณ จุดที่ซาคาเนะซังยืนเมื่อสักครู่ ตอนนี้มีผมยืนอยู่แทนที่ ผมจะประสบชะตากรรมเดียวกันหรือไม่ก็ยังหวั่นใจอยู่
ผมหยิบดาบขึ้นมา ดาบจริงที่สามารถปลิดชีวิตคน น้ำหนักของมันหนักกว่าดาบที่ผมถืออยู่ประจำ ผมมองไปทางซ้าย ที่แท่นซ้ายมือ มุราสะ โอตาคุหัวโล้นในชมรมกำลังฟันอยู่ แม้จะรู้สึกว่าวิธีการวาดวงดาบของมันไม่ถูกหลักที่เรียนมาจากรุ่นพี่ แต่มันก็ฟันฟางมัดขาดถึงสองในสีครั้ง มองไปทางขวาก็เห็นเด็กประถมฟันขาด เลื่อนสายตาตัวเองกลับมามองที่ฟางมัดตรงหน้า ถ้าเราฟันไม่ขาด จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ผมตั้งสมาธิ มองตรงไปยังเป้าหมาย ตั้งท่าฟันเป็นมุมประมาณ45องศา ใช้หลักการที่เรียนมาทั้งหมดใส่ไปในคมดาบ
"ฉึก"
ฟันไม่ขาด แถมฟางมัดยังล้มไปทั้งแท่น เสียงเชียร์จากข้างหลังดังเข้ามาในหู ผมลองใหม่
"ฉึก"
ผลเหมือนเดิม ลองอีกสามทีผลก็ยังเหมือนเดิม ผมมองดาบตัวเอง
ดาบบิ่น แล้วมันจะตัดได้ไงฟะ!!! แต่จะโทษที่ดาบตอนนี้ก็เหมือนรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ผมจึงถอยออกมาแล้วต่อแถวไปฟันแท่นซ้ายแทน
ระหว่างรอก็เห็นคนอื่นฟันอย่างไร้ปัญหาสร้างความกดดันให้ตัวเองว่า ถ้าเราเป็นเพียงหนึ่งในสองคนที่ฟันไม่ขาดคงน่าอับอายเหลือแสน
โคนิชิ เพื่อนรุ่นเดียวกัน ผู้เกิดมาเพื่อเป็นคนดีของสังคม ฟันฟางมัดอย่างไร้ปัญหา ขาดทุกครั้งที่ฟัน
โยชิดะ เพื่อนรุ่นเดียวกัน ตัวใหญ่เหมือนไจแอนท์และชอบสีส้มเป็นชีวิตจิตใจ ฟันด้วยความเร็วสูงราวเครื่องจักร
แต่พอมองไปที่แท่นกลางอีกที ก็พบว่า โอกิโน่ซังที่ฟันแท่นซ้ายอย่างโปร ก็เจอปัญหากับแท่นที่ผมฟันเมื่อกี้เช่นกัน แล้วอาจารย์ท่านนึงก็เอาดาบมาเปลี่ยนให้บอกว่า "ดาบเล่มนี้ไม่ค่อยดี ใช้เล่มนี้แทน"
แม้จะโล่งใจได้นิดนึงว่าเมื่อสักครู่ไม่ใช่ความห่วยของเราอย่างเดียว อุปกรณ์ที่ใช้มันก็ห่วยด้วย หากฟันแท่นซ้ายไม่ขาดก็เกมโอเวอร์เหมือนกัน
แล้วเวลาแห่งโชคชะตาก็มาถึง ผมเสียบฟางมัดใส่แท่น หยิบดาบขึ้น เล็งเป้าหมาย รวมสมาธิ และฟัน
"ฉับ"
ฟางมัดขาดกระเด็นไปข้างๆ ความรู้สึกเสี้ยววินาทีที่ดาบเคลื่อนผ่านเป้าหมาย เป็นความรู้สึกดีที่ยากจะบรรยาย ความรู้สึกภาคภูมิใจผสมผสานกับความสะใจเอ่อล้นเต็มอก ผมฟันอีกที
"ฉับ"
แล้วผมก็รู้ว่าแท่นกลางมันไม่ใช่แค่ดาบที่ห่วย แท่นก็ห่วยด้วย ทำให้แท่นรวมทั้งตัวเป้าหมายล้มไปพร้อมกับการฟัน แต่กับแท่นทางซ้าย การฟันดำเนินไปอย่างไร้ปัญหา
ต่อจากขนาด1 ก็เลื่อนเลเวลไปสู่ 1.5 เป็นเลเวลที่หินขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่ฟันขาดได้ แต่คนที่ฟันไม่ขาดก็มีเช่นกัน ส่วนเลเวล 2 เป็นระดับที่มีความหนาและหนักพอดู ไม่ค่อยมีใครฟันขาด น่าเสียดายที่ขนาด2 มีน้อย ผมจึงได้ลองครั้งเดียว และก็หยุดอยู่แค่เกือบขาด
ต่อจากฟันฟางมัดก็เป็นการฟันไม้ไผ่ เนื่องจากจำนวนมีน้อยเช่นกัน จึงฟันได้คนละ1ทีเท่านั้น ส่วนมากคนในชมรมฟันไม่ไผ่ขาดและเอาส่วนที่ฟันขาดกลับบ้านเป็นที่ระลึก แต่ผมฟันไม้ไผ่แตก ถือเป็นความล้มเหลวที่ไม่น่าอับอายเท่าไร
พอจบงานก็ช่วยกันเก็บกวาดและก็กลับบ้านพร้อมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ
งานนี้ทำให้รู้ว่า ไอ้ที่เห็นในหนังน่ะมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น โดยเฉพาะที่บางทีเห็นในการ์ตูนสู้กันในป่าไผ่ เหวี่ยงดาบทีตัดไผ่ได้หลายต้นคือความเวอร์ขั้นรุนแรง

Sunday, 18 November 2007

สิ่งที่ไม่ชอบในที่อยู่ ณ ปัจจุบัน(กำลังจะเป็นอดีต)

ไหนๆก็จะย้ายออกแล้ว ต้องเขียนระบายสักหน่อย

อันดับ10 มุ้งลวดขาด
หน้าร้อน หากอยู่ในห้องโดยไม่เปิดหน้าต่าง ถ้าไม่เปิดแอร์ก็ร้อนตายแหงๆ แต่เนื่องจากงบประมาณการใช้เงินที่จำกัด ผมจึงเลือกเปิดหน้าต่าง
หน้าต่างเป็นพลาสติกใสบานใหญ่เลื่อนได้ แล้วมีมุ้งลวดอีกชั้นอยู่ด้านนอก เวลาหน้าร้อน สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ เปิดหน้าต่างแล้วปิดมุ้งลวด ให้สายลมทะเลเย็นฉ่ำพัดผ่าน ส่วนแมลงต่างๆที่มากับสายลมก็ให้มันติดอยู่ที่มุ้งลวด ไม่สามารถบินเข้ามาสร้างความรำคาญได้ แต่ทว่า ไอ้มุ้งลวดที่มันควรจะใช้ป้องกันแมลงเข้า กลับมีรอยขาดเล็กๆที่ใหญ่พอจะให้แมลงเข้ามาได้อยู่2-3จุด หน้าร้อนผมจึงต้องไปสิงอยู่ในห้องอ่านหนังสือที่มีแอร์ หรือไม่ก็ไปเดินตากแอร์นอกบ้านเป็นครั้งคราว

อันดับ9 ไกลมหาลัยแถมรถไฟวิ่งช้า

อันดับ8 ร้านอาหารไม่ค่อยมีแถมไอ้ที่มีก็ไม่อร่อย
ปีที่แล้ว ตอนเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งโตเกียว รอบๆมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อย ราคาย่อมเยา มีร้านอาหารจีนลุงโล้นที่ฝีมือไม่เป็นรองใคร พิถีพิถันในกระบวนการ แถมให้ปริมาณเยอะ ข้อเสียอย่างเดียวของลุงคือ ทำอาหารนานเป็นบ้า แต่ก็คุ้มที่จะรอ มีร้านคุณยายที่แม้จะไม่อร่อยเท่าลุงโล้นแต่ก็มีชาชูเม็ง ที่ให้หมูเยอะกว่าที่ไหน จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นบะหมี่หน้าหมู หรือหมูหน้าบะหมี่ มีร้านราเม็งคุณลุงคนขับรถบันทุกที่ทำราเม็งเพราะใจรัก แม้บะหมี่จะไม่อร่อย แต่เต้าหู้เย็นราดน้ำเชื่อมของลุงแกอร่อยใช่ย่อย(แก้วน้ำก็หรู) มีร้านอาหารกล่องที่ลดราคาให้นักเรียนต่างชาติ ก่อนปรับปรุงร้านดูโสโครกสิ้นดี แต่ตอนนี้หรูใช่ย่อย มีร้านเหล้าที่ทำสเต๊กได้อร่อยมาก เจ้าของก็ยิ้มแย้มแจ่มใส มีร้านอาหารจีนในโรงแรมเล็กๆที่รุ่นพี่พาไปในช่วงแรกๆที่มาถึงเกาะญี่ปุ่น อา...ความทรงจำเหล่านั้นมันคงไม่กลับมาแล้ว
ตอนนี้ รอบๆหอมีร้านอาหารในซูเปอร์ที่ขายอาหารที่ทำให้ผมนึกถึงตอนกินบะหมี่จับกังเมื่อ5-6ปีก่อน ปริมาณเยอะ แต่รสชาติไม่ได้เรื่อง มีร้านกาแฟที่ทำอาหารด้วย รสชาติพอใช้แต่ราคาพงโคตร เจ้าของร้านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยอายุเท่าผม เคยร่วมเพศกับผู้หญิงมาแล้วประมาณ100คน ทั้งรัสเซีย อเมริกา ฝรั่งเศส ลุงผ่านมาหมดแล้ว มีร้านกาแฟที่ขายอาหารแต่ไม่มีเตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า ใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารสำเร็จรูปขาย มีร้านบะหมี่ที่พอใช้ได้อยู่ที่เดียว แต่จะให้กินบะหมี่ทุกวันก็ไม่ไหว แถมราคาแพง อา...ทำไมชีวิตมันเปลี่ยนผันไปได้ถึงปานนี้

อันดับ7 ห้องครัวรวม
หอนี้ไม่มีที่ทำอาหารในห้อง ตู้เย็นก็ไม่มีในห้อง แถมยังแคบจนไม่มีที่วางตู้เย็น ทำให้ผมไม่สามารถซื้อขนมมาเก็บไว้ได้ จริงๆแล้วในครัวรวมที่หอจัดไว้ให้มีทุกสิ่งพร้อม ทั้งเตาแก๊ส ตู้เย็น ซิ้งล้างจานขนาดมหึมา โต๊ะกินข้าวขนาด8คนนั่ง ทว่าเสียอย่างเดียว...โสโครก
ความโสโครกของครัวรวมมันมากเกินกว่าที่ผมจะเข้าไปทำอาหารหรือใส่น้ำหวาน ขนม ในตู้เย็นได้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ค่อยได้ทำอาหาร แต่ต้องแชร์ค่าแก๊ส พวกที่ทำอาหารก็ไม่ยอมล้างกระทะ ชอบทิ้งไว้ให้เน่าเต็มซิ้ง โต๊ะกินข้าวก็ไม่ค่อยจะเช็ด สรุปแล้ว มันคือความโสโครกสมบูรณ์แบบ

อันดับ6 โจรขโมยน้ำยาล้างจาน
ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ไม่ค่อยมีใครอยู่หอเท่าไร ครัวจึงไม่โสโครกมาก เป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ใช้ห้องครัว ทำอาหารเอง ผมจึงเปิดน้ำยาล้างจานขวดใหม่วางไว้ที่ข้างซิ้ง ข้างซิ้งมีน้ำยาล้างจานวางอยู่หลายขวด คาดว่าเป็นของหลายๆห้อง ผมก็ใช้น้ำยาล้างจานทีละนิด แต่พอผมห่างห้องครัวไปสามสี่วัน น้ำยาล้างจานมันลดฮวบลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่อยู่ในขั้นที่ต้องหวงอะไรนัก ก็ปล่อยไป แต่พอรู้ตัวอีกที มันกลับหายไปทั้งขวด!!! ช่วงหลังขวดน้ำยาล้างจานที่เคยเรียงรายอยู่ข้างๆซิ้ง เหลือเพียงขวดเดียว

อันดับ5 เครื่องดูดฝุ่นที่ดูดอะไรไม่เข้า
มันมีสองเครื่อง แล้วมันก็พังทั้งสองเครื่อง

อันดับ4 พวกชอบซักผ้าทีละสองชิ้น
เครื่องซักผ้ามีอยู่ชั้นละสองเครื่อง เครื่องปั่นก็สองเครื่อง ชั้นนึงมีประมาณ10คน ต้องแชร์ค่าน้ำกันในชั้น เพราะฉะนั้นจึงห้ามใช้เครื่องชั้นอื่น แล้วมันก็ต้องมีพวกซักผ้าทีละสองชิ้น ใส่เครื่องซักผ้าเครื่องละ1ชิ่น แล้วผลที่ตามมาก็คือค่าน้ำที่สูงขึ้นที่ผมต้องแชร์ แต่นั่นก็ไม่ร้ายเท่าเวลามันลืมเก็บผ้า ก็จะมีผ้าอยู่ในเครื่อง1ชิ้น ผมที่ต้องการจะเอาผ้าประมาณ10กว่าชิ้นใส่เครื่อง ก็เอาใส่ไม่ได้ บางทีจะเอาออกก็ไม่ได้เพราะมันเป็นกางเกงในผู้ชาย ไม่กล้าจับ เวรจริงๆ

อันดับ3 กำแพงบาง
ทำให้สามารถได้ยินเสียงจากอีกฟากของกำแพงได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่า อีกฝ่ายก็สามารถได้ยินเรา ทำให้ไม่สามารถฟังเพลง ดูทีวีได้เต็มที่ เนื่องจากต้องเกรงใจเพื่อนบ้าน(แม้เพื่อนบ้านจะไม่เกรงใจเรา) ไม่มีความเป็นส่วนตัว และบางทีก็ได้ยินเสียงรถวิ่งจากข้างนอก

อันดับ2 อ่างอาบน้ำขึ้นรา
ห้องน้ำหอนี้ใหญ่ใช้ได้ มีอ่างขนาดใหญ่ที่ผมไม่เคยคิดจะแช่ ไม่ใช่เพราะไม่ชอบแช่น้ำ การแช่น้ำอุ่นหลังผ่านวันเหนื่อยๆทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ทั้งร่างกายและจิตใจ ใครจะไม่ชอบแช่น้ำ ที่ผมไม่คิดจะแช่เราะมันขึ้นรา มันมีรอยอยู่ตั้งแต่ตอนผมเข้ามาวันแรก ขัดก็ไม่ออก มันทำให้ผมสาบานในใจว่าจะไม่แช่น้ำในอ่างนี้เด็ดขาด หอนี้อายุก็มาก คาดว่าเกิน30ปี อายุของเชื้อรามันก็อาจจะน้อยกว่าอายุหอนิดนึง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะอายุมากกว่าผม ยังไงผมก็ทำใจแช่อ่างผู้เฒ่าเชื้อรานี่ไม่ไหว

อันดับ1 ตัวเหี้ย
ตัวเหี้ยตัวนี้มันเป็นราชาเหี้ย มันเป็นเหี้ยที่ตัวใหญ่กว่าผมอีก มันอาศัยอยู่ในห้องข้างๆ มีนิสัยชอบส่งเสียงดัง เป็นตัวเหี้ยที่ไม่ชอบอยู่อย่างสงบ บางคืนมันก็จะรวบรวมเพื่อนตามประสาเหี้ย แล้วก็สังสรรค์กันในห้อง(หรือบางทีก็นอกห้อง) เนื่องจากมันเป็นตัวเหี้ย มันจึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง บอกให้เงียบมันก็ไม่เงียบ จริงๆผมก็โง่ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าตัวเหี้ยมันไม่รู้เรื่อง จะพูดกี่ทีมันก็คงไม่เข้าใจ ไม่สมควรไปเสียเวลาพูดกับตัวเหี้ย

Saturday, 10 November 2007

สิ่งที่หาดูได้ยากในญี่ปุ่น

1.คนขับแท็กซี่ไม่ใส่สูท
2.ทางม้าลายที่ไม่มีสัญญาณไฟคนข้าม
3.เด็กมหาลัยที่หวังเอล้วน
4.เด็กมหาลัยที่ไม่เคยมีแฟน
5.ตุ๊ด
6.สุภาพบุรุษ
7.การเอื้อเฟื้อที่นั่งแก่ เด็ก สตรี คนชรา
8.หนังโป๊ผิดกฎหมาย(เพราะมันถูกกฎหมาย)
9.หนังสือโป๊ผิดกฎหมาย(ถูกกฎหมายเช่นกัน)
10.อักษรศีลธรรม
11.ของเถื่อน
12.คนพูดภาษาอังกฤษคล่อง
13.สุนัขจรจัด
14.สุนัขขี้เรื้อน
15.ก๋วยเตี๋ยว
16.สินค้าราคาถูก
17.คนอยากไปเกาหลีเหนือ
18.ละครน้ำเน่า
19.ละครยาวๆ
20.ขอทาน
21.คนหิวตาย
22.เซ็นเซอร์
23.การแบนหนัง
24.นักเรียนหัวเกรียน
25.ทหาร

Friday, 5 October 2007

は(วะ)

คำเตือน :คนที่ไม่เรียนภาษาญี่ปุ่นอาจไม่รู้เรื่อง

は เป็นคำช่วยในภาษาญี่ปุ่นซึ่งผู้เรียนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอาจใช้ผิดได้บ่อยๆ แม้จะถามอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นหลายคน ก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดว่ามันใช้ต่างจาก が อย่างไร
แต่แล้ว ข้าพเจ้าก็เข้าใจมันมากขึ้นหลังจากเข้าเรียนวิชา โครงสร้างภาษา ณ มหาวิทยาลัยที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเขารอคโคแสนสง่างาม
は ใช้อย่างไรกันแน่
ลองดูประโยคนี้ 昨日一匹の猫は教室に入ってきた。(เมื่อวานแมวหนึ่งตัวเข้ามาในห้องเรียน) ประโยคนี้เป็นประโยคที่ผิด
การแก้ไขประโยคนี้ให้ถูกต้อง ทำได้สองทาง
1.  昨日その猫は教室に入ってきた。(เมื่อวานแมวตัวนั้นเข้ามาในห้องเรียน)
2. 昨日一匹の猫教室に入ってきた。
ลองดูอีกประโยคหนึ่ง 私はこんな夢は見た。(ข้าพเจ้าฝันอย่างนี้) นี่ก็เป็นประโยคที่ผิด แต่คาดว่าหลายคนคงสามารถแก้ให้ถูกได้โดยง่าย
私はこんな夢見た。
เหตุใดสองประโยคนี้จึงใช้ は ไม่ได้
การทำงานของ は
สมมติว่ามีข้อมูล x y z ในประโยค เราต้องการพูดเกี่ยวกับ x เราก็ดึง x ออกมาแล้วเติม は ข้างหลัง ก็จะเป็นการสื่อข้อมูล โดยมี x เป็นศูนย์กลาง
และการใช้ は ต้องวางไว้หลังข้อมูลที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังรู้อยู่แล้วว่าคืออะไร (既知情報)
แมวตัวหนึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ฟังไม่รู้มาก่อน แต่แมวตัวนั้นเป็นข้อมูลที่รู้กันว่าเป็นแมวตัวไหน
ความฝันเป็นสิ่งที่มีแต่ผู้ฝันคนเดียวที่รู้ว่ามันเป็นฝันแบบไหน การพูดว่า 私はこんな夢を見た มักจะเป็นการเริ่มต้นก่อนจะอธิบายว่า ข้าพเจ้าฝันอย่างไร
ทั้งสองประโยคเป็นข้อมูลที่ไม่เฉพาะเจาะจง ข้อมูลที่ผู้ฟังไม่เห็นภาพโดยชัดเจน จึงไม่สามารถใช้ は ได้
ยกตัวอย่างอีกประโยค
山田はオタクです。(ยามาดะเป็นโอตาคุ)
ประโยคนี้เป็นประโยคที่สื่อความได้อย่างไร้ประสิทธิภาพเพราะเราไม่ทราบว่ายามาดะคนนี้เป็นใคร มีคนนามสกุลยามาดะเป็นร้อยเป็นพัน(หรืออาจถึงแสนก็ไม่รู้) แต่ถ้า
我らが尊敬しているカッコイイ先輩の親友の山田さんはオタクです。(ยามาดะ เพื่อนรักของรุ่นพี่สุดเท่ที่พวกเราเคารพรักยิ่ง เป็นโอตาคุ)
เป็นประโยคที่สื่อความได้ ผู้ฟังรับรู้ว่าคนที่เป็นหัวเรื่องของประโยคไม่ใช่ยามาดะที่ยากจน ไม่ใช่ยามาดะที่เป็นดารา ไม่ใช่ยามาดะเจ้าของร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นยามาดะ เพื่อนรักของรุ่นพี่สุดเท่ที่พวกเราเคารพรักยิ่งผู้นี้นี่เอง
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ (ประโยคสุดฮิตคำนำรายงาน)

ข้อมูล99เปอร์เซนต์(ทั้งบทความยกเว้นเรื่องยามาดะ) จากคาบเรียนคาบแรกของวิชาโครงสร้างภาษา อ.ฮายาชิ(ชาย) มหาวิทยาลัยโกเบ